ความเจ็บปวดและเศร้าหมองเกาะกุมชาวกาซ่า ต่อการเสียชีวิตของ “นางฟ้าผู้เมตตา”

https://www.aljazeera.com/news/2018/06/gaza-grief-pain-slain-angel-mercy-paramedic-180602143958100.html

http://www.aljazeera.com

คาน ยูนิส, ฉนวนกาซ่า – ด้วยสภาพที่ทรุดโทรมและน้ำตาที่หลั่งไหลไม่ขาดสาย ซาบรีน อัล-นัจจาร์ เปิดเผยถึงครั้งสุดท้ายที่เธอได้เห็นลูกสาว รอซซาน อัล-นัจจาร๋ ขณะเมื่อเธอยังมีลมหายใจ

แม่วัย 43 ปี ผู้สูญเสียเล่าว่า ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกัน รอซซาน ลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับเธอว่า กำลังจะไปยังที่ที่มีการประท้วง บ้านของพวกเธออยู่ในเขตคูซ่าอฺ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซ่า

การประท้วงครั้งล่าสุดในวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา นับเป็นครั้งที่ 10 นับตั้งแต่เกิดการประท้วงทวงสิทธิ์การกลับสู่แผ่นดินเกิด หรือ The Great March of Return ตามบริเวณพรมแดนระหว่างอิสราเอล กับ ฉนวนกาซ่า ที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา และรอซซาน อาสาสมัครหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน วัย 21 อยู่ในเหตุการณ์ทุกครั้งเพื่อช่วยผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์ ที่ถูกมือปืนซุ่มยิงของอิสราเอลส่องด้วยกระสุนจริง

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ซาบรีนเล่าท่ามกลางญาติ-พี่น้อง เพื่อน และผู้บาดเจ็บหญิงที่รอซซานเคยช่วยไว้ ว่า ชั่วพริบตาเดียวที่เธอเดินออกประตูไป นางวิ่งไปที่เฉลียงเพื่อจะมองเธอ แต่เธอก็ไปไกลสุดปลายถนนเสียแล้ว มันเหมือนเธอบินออกไปต่อหน้านาง ซาบรีนกล่าวว่า นางอยากเห็นรอซซานในชุดแต่งงาน ไม่ใช่ในชุดที่เป็นผ้าห่อศพ

ณ สถานที่ประท้วงในคูซ่าอฺ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน มีผู้เห็นรอซซานในชุดเสื้อกั๊กกันกระสุนของหน่วยแพทย์ เดินชูมือให้ทหารอิสราเอลที่อยู่ห่างไปประมาณ 100 หลา เห็นว่า เธอไม่มีอาวุธและไม่มีเจตนาทำอันตราย เธอเข้าไปใกล้รั้วกั้นเขตเพราะตั้งใจเข้าไปช่วยเคลื่อนย้ายผู้ประท้วงคนหนึ่ง ที่นอนบาดเจ็บอยู่ในเขตอิสราเอล หลังจากที่เขาสามารถตัดรั้วและลอดผ่านไปได้ แต่รอซซานกลับถูกยิงที่หน้าอก โดยกระสุนหลบผ่านเข้าทางช่องที่อยู่ด้านหลังของเสื้อกั๊ก

รอซซานเป็นเหยื่อชาวปาเลสไตน์รายที่ 119 ที่ถูกสังหารโดยทหารอิสราเอล ในการประท้วงเพื่อทวงสิทธิ์ที่ถูกลิดรอนตั้งแต่ปี 1948 โดยมีผู้บาดเจ็บนับตั้งแต่แรกเริ่มประท้วงจนถึงตอนนี้ 13,000 ราย

ริดา อัล-นัจจาร์ วัย 29 ปี (ไม่ได้เป็นญาติกัน) ซึ่งเป็นอาสาสมัครหน่วยแพทย์เช่นกัน เล่าว่า ขณะเมื่อรอซซานถูกยิง เธอยืนถัดมาใม่ไกล และขณะที่เธอทั้งสองเข้าไปในรั้วเพื่อช่วยเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ ทหารอิสราเอลได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่ หลังจากนั้น มือปืนซุ่มยิงได้ยิงกระสุน 1 นัด ซึ่งพุ่งเข้าใส่รอซซานโดยตรง และเศษกระสุนที่แตกออกยังกระเด็นไปโดนสมาชิกในทีมอีก 3 คน

“ในตอนแรกรอซซานไม่รู้ว่าเธอถูกยิงเข้าแล้ว แต่หลังจากนั้นเธอเริ่มร้องเพราะความเจ็บปวดทางด้านหลัง หลังจากนั้นจึงล้มลงกับพื้น” ริดา กล่าวต่อว่า “ชุดเครื่องแบบหน่วยแพทย์ เสื้อกั๊กกันกระสุน และย่ามยา แสดงอย่างชัดเจนว่าเราเป็นใคร และที่ตรงนั้น ในขณะนั้น ไม่มีผู้ประท้วงคนอื่นๆ อยู่เลย”

รอซซานเคยให้สัมภาษณ์อัล-จาซีร่า ว่า เธอคิดว่าเป็นหน้าที่และความรั้บผิดชอบของเธอ ที่จะต้องคอยช่วยเหลือผู้ประท้วง และผู้บาดเจ็บ เนื่องจากทหารอิสราเอลต้องการยิงผู้ประท้วงให้ได้มากที่สุด และเธอจะรู้สึกขายหน้าถ้าไม่ได้อยู่คอยช่วยเหลือพวกเขา

เธอเคยให้สัมภาษณ์สื่อ นิวยอร์ก ไทมส์ ว่า การทำงานนี้ทำให้เธอรู้สึกกระตือรือร้น “เรามีเป้าหมายเดียว คือการช่วยชีวิตคน และช่วยลำเลียงผู้บาดเจ็บมารักษา เราทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนของเรา และเป็นงานเพื่อมนุษยธรรม”

รอซซานต้องทำงานถึง 13 ชั่วโมง เริ่ม 07:00 – 20:00 น.จึงจะได้พักและมีคนมาเปลี่ยนเวร สิ่งนี้ทำให้ผู้คนที่วิพากษ์การทำงานของผู้หญิงในภาคสนามต้องหุบปาก “ผู้หญิงมักจะถูกสังคมตัดสิน แต่พวกเขาต้องยอมรับเรา เพราะถ้าเขาไม่เลือกที่จะยอมรับเรา พวกเขาก็ต้องถูกบังคับให้ยอมรับ เพราะเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราแข็งแกร่งกว่าผู้ชายบางคน”

รอซซานถูกยิงด้วยกระสุนชนิดที่เรียกว่า butterfly bullet ซึ่งเมื่อกระทบร่างแล้วมันจะชำแหละเข้าไประเบิดภายใน และทำลายเนื้อเยื่อ หลอดเลือดแดง และกระดูก ก่อให้เกิดการบาดเจ็บภายในอย่างลึกล้ำ การใช้กระสุนชนิดนี้เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

โมฮัมมัด อัล-ฮิสซี ผู้อำนวยการทีมแพทย์ฉุกเฉินกาชาด กล่าวว่า ทีมแพทย์พยายามช่วยชีวิตรอซซาน ทันทีที่เธอถูกยิง ก่อนที่จะถูกนำส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในคาน ยูนิส เขายังกล่าวว่า ทีมแพทย์สนามมักจะตกเป็นเป้าหมายของทหารอิสราเอล นี่เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามต่อเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และเป็นการละเมิดข้อตกลงเจนีวา ซึ่งให้สิทธิ์เจ้าหน้าทีหน่วยแพทย์ ในการช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บทั้งในสภาวะสงครามและยามสงบ

อัชรอฟ อัล กิดรา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า มีผู้บาดเจ็บในการประท้วงเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา จำนวนประมาณ 100 ราย และในจำนวนนี้ 40 รายถูกยิงด้วยกระสุนจริง ที่เหลือบาดเจ็บจากการผลพวงของการสูดควันแก๊สน้ำตา

องค์การอนามัยโลกรายงานว่า นับตั้งแต่เกิดการประท้วงทวงสิทธิ์ในการกลับคืนสู่แผ่นดินเกิด เมื่อ 30 มีนาคม มีเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข 238 รายที่ตกเป็นเป้าหมายของกองกำลังอิสราเอล และมีรถพยาบาลเสียหายไป 38 คัน

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s