ญี่ปุ่นจะมอบเงินให้เมียนม่าร์ 3 ล้านดอลล่าร์ เพื่อช่วยเหลือรับโรฮิงยากลับ

รัฐบาลญี่ปุ่นจะมอบเงินช่วยเหลือแก่เมียนม่าร์ จำนวน 3 ล้านดอลล่าร์ เพื่อใช้จ่ายในการดำเนินการนำชาวมุสลิมโรฮิงยา กลับมายังรัฐยะไข่ หลังจากที่ชาวโรฮิงยา ประมาณ 655,000 คน เตลิดหนีการโจมตีของทหารเข้าไปยังบังคลาเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6,700 ราย

รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่น นายทาโร่ โคโนะ เรียกร้องเมื่อวันที่ 12 มกราคม ให้นางอองซาน ซูจี นำชาวมุสลิมโรฮิงยากลับมายังพื้นที่เดิมที่พวกเขาอาศัยอยู่ ก่อนที่จะเตลิดหนีความรุนแรงจากการปราบปรามของทหารพม่า และรัฐบาลญี่ปุ่นจะจ่ายเงินจำนวน 3 ล้านดอลล่าร์ เพื่อใช้ในการดำเนินการ

ในระหว่างการพบปะกัน รัฐมนตรีโคโนะ ได้ร้องขอให้รัฐบาลเมียนม่าร์ อนุญาตให้หน่วยงานด้านมนุษยธรรม และสื่อเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ที่เกิดปัญหา การจัดตั้งถิ่นฐานใหม่ของผู้อพยพที่เดินทางกลับมา และการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามคำแนะนำของ อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนาน

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังมีแผนจะมอบเงินช่วยเหลืออีก 20 ล้านดอลล่าร์ เพื่อปรับปรุงด้านมนุษยธรรม และพัฒนาสภาพทั่วๆ ไปในรัฐยะไข่

เมียนม่าร์และบังคลาเทศ ลงนามความตกลงร่วมกัน ในการส่งกลับผู้อพยพชาวโรฮิงยาตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา โดยเมียนม่าร์กำหนดเริ่มขั้นตอนในวันที่ 23 มกราคม แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงจำนวน และขอบเขตของผู้ที่มีสิทธิจะได้กลับ

ชิโนบุ ยามากูชิ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ญี่ปุ่นจะเป็นผู้ตรวจสอบการส่งตัวกลับประเทศครั้งนี้ และว่า การตัดสินใจให้ความช่วยเหลือนี้ เป็นการตอบสนองต่อข้อตกลงระหว่างเมียนม่าร์กับบังคลาเทศ โดยญี่ปุ่นต้องการเป็นตัวแทนเพื่อส่งสารจากนานาประเทศ ในการให้ความช่วยเหลือให้การส่งกลับเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเงินช่วยเหลือดังกล่าวจะจ่ายให้ในเวลาที่เหมาะสม ตามความคืบหน้าของการดำเนินการส่งกลับนั้น

แถลงการณ์ยังระบุว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตขึ้นใหม่ รวมทั้งจัดหาเครื่องปั่นไฟ เครื่องกรองน้ำ เชื้อเพลิง และภาชนะพลาสติกสำหรับบรรจุน้ำ ในพื้นที่ที่ชาวโรฮิงยาจะได้กลับไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีมากถึงหลายแสนคน

เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา อินเดียกล่าวว่า จะจัดหางบประมาณให้เมียมม่าร์ 25 ล้านดอลล่าร์ เพื่อทำโครงการพัฒนา รวมทั้งการสร้างบ้านสำเร็จรูปในรัฐยะไข่ ทั้งนี้ อินเดียห่วงใยว่า จะมีการทะลักเข้ามาของผู้อพยพโรฮิงยา และคิดว่า การพัฒนาด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคยะไข่จะช่วยลดความตึงเครียดลง

http://www.dw.com/en/japan-grants-myanmar-3-million-to-repatriate-rohingya-muslims/a-42121365

http://www.dw.com

Advertisements
Posted in อื่นๆ | Leave a comment

บันทึกประวัติศาสตร์ กรีซผ่านกฎหมายจำกัดขอบเขตการใช้ชาริอะฮ์ ให้มุสลิมนำคดีความขึ้นศาลกรีกได้

วันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐสภาของชาวกรีกผ่านกฎหมายอนุมัติให้มุสลิมในประเทศกรีซ สามารถนำข้อขัดแย้งที่เกี่ยวกับครอบครัวมาขึ้นศาลกรีกได้ หรือสามารถใช้กฎหมายชาริอะฮ์เป็นทางเลือกเพื่อขจัดความขัดแย้ง โดยนายกรัฐมนตรี Alexis Tsipras จากพรรคฝ่ายซ้าย กล่าวว่า เป็นก้าวย่างแห่งประวัติศาสตร์ เพื่อขยายความเท่าเทียมแก่ชาวกรีกทั้งมวล

ที่ผ่านมาเกือบศตวรรษ กรณีความขัดแย้งในครอบครัวที่ต้องใช้กฎหมายตัดสิน เช่น การหย่าร้าง สิทธิการปกครองบุตร และปัญหามรดก ชาวมุสลิมกรีกโดยทั่วไปมักจะนำเรื่องขึ้นร้องเรียนมุฟตี ซึ่งกลุ่มสิทธิมนุษยชนมักกล่าวว่า เป็นระบบที่อคติต่อสตรี

การถือปฏิบัติเช่นนี้มีมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยสนธิสัญญาระหว่างกรีซ และตุรกี ทำขึ้นหลังการล่มสลายของอาณาจักรออตโตมาน สนธิสัญญา Treaty of Sevres ในปี 1920 และสนธิสัญญา Treaty of Lausanne ในปี 1923 กำหนดให้นำขนบธรรมเนียมและกฎหมายศาสนาอิสลาม มาใช้กับชาวมุสลิมหลายพันคน ที่กลายเป็นประชากรกรีกโดยฉับพลันทันใด

ปัจจุบันชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมที่เข้มแข็ง ประมาณ 110,000 คน อาศัยอยู่ในพื้นที่ Thrace ซึ่งเป็นภูมิภาคชนบทที่ยากจน อยู่ทางพรมแดนด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับประเทศตุรกี

การตัดสินใจของรัฐสภากรีซครั้งประวัติศาสตร์นี้ เกิดขึ้นจากการคาดหมายว่า ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป (ECHR) จะออกคำพิพากษาคดีที่แม่หม้ายวัย 67 ปี นำคดีฟ้องประเทศกรีซ ขึ้นสู่ศาล ECHR โดยแม่หม้าย ฮาติจาฮ์ โมลลา แซลลี (Hatijah Molla Salli) มีปัญหาความขัดแย้งเรื่องมรดกกับน้องสาวของสามีผู้ล่วงลับ เธอนำเรื่องขึ้นฟ้องร้องศาลกรีก และชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่คดีไม่จบ ในปี 2013 คดีถึงขั้นศาลฎีกา ซึ่งออกคำตัดสินว่า มีเพียงมุฟตีเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชี้ขาดข้อขัดแย้งในเรื่องเกี่ยวกับมรดกของมุสลิม

ทนายความของแซลลี กล่าวกับสื่อเมื่อเดือนพฤศจิกายน ว่า รัฐบาลกรีซแก้ไขเรื่องนี้เพียงเพื่อป้องกันมิให้ถูกศาลประณาม แต่ใครๆ ก็รู้ว่าไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงจากการถูกประณามได้

ปัญหานี้ยังมีความซับซ้อนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ยังคงตึงเครียดระหว่าง ตุรกี-กรีซ โดยตุรกีมักจะให้ความสนใจกับชุมชนมุสลิม ซึ่งเห็นว่ามีเชื้อสายตุรกี (ถึงแม้จะมีเชื้อสายอื่นปนเปอยู่บ้าง เช่น ชาว Pomaks และ Roma) เมื่อเกิดมีปัญหาก็มักจะร้องเรียนไปยังเอเธนส์ ซึ่งอาจจะพิจารณาได้ว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของกรีซ

ทางการในเอเธนส์ ก็ยอมรับว่า มุฟตีประจำเขต Thrace มีแนวทางในการบรรยายศาสนาแบบสายกลาง มากกว่าอิหม่ามที่มีแนวคิดสุดโต่งในประเทศยุโรปอื่นๆ

http://www.euractiv.com/section/languages-culture/news/greece-limits-power-of-sharia-law-for-its-muslim-minority/

http://www.euractiv.com

Posted in อื่นๆ | Leave a comment

นายกยิวปล่อยข่าว อิหร่านวางแผนส่งนักรบชีอะฮ์ 100,000 คนยึดซีเรีย

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในระหว่างการเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ทูตประเทศสมาชิกนาโต้ ที่เยรูซาเล็ม เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมาว่า อิหร่านมีเจตนาที่จะส่งนักรบชีอะฮ์ 100,000 คน เข้ามายึดครองซีเรีย โดยย้ำว่า การกระทำดังกล่าวจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค และอาจจะนำไปสู่การเกิดกลุ่มก่อการร้ายใหม่ๆ ขึ้น นอกเหนือจาก ISIS และ อัล-กออิดะ

เนทันยาฮูยังตั้งข้อสังเกตว่า การเผชิญหน้าที่อาจจะเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อยุโรป เนื่องจากว่า ผู้ที่หนีการสู้รบจะมุ่งเข้าไปแสวงหาพื้นที่ปลอดภัยที่นั่น และเขายังย้ำว่า อิสราเอลเป็นประเทศเดียวเท่านั้น ที่พยายามจะป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น รวมทั้งยังยืนยันว่า นี่เป็นการรักษาผลประโยชน์ร่วมกันดังเช่นที่ดำเนินมาตลอดในนาโต้

อิสราเอลกล่าวอ้างว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่ง โดยอ้างถึงโครงการนิวเคลียร์ที่แม้จะลดระดับลงแต่ยังคงมีอยู่ การที่อิหร่านใช้ถ้อยคำที่ไม่เป็นมิตร รวมทั้งให้การสนับสนุนกองกำลังที่ต่อต้านอิสราเอล ที่มีอยู่ทั่วตะวันออกกลาง

https://sputniknews.com/middleeast/201801091060626561-netanyahu-shia-colonization-syria/

http://www.sputniknews.com

Posted in อื่นๆ | Leave a comment

กลุ่มสายแข็งในอินโดนีเซียออกรณรงค์หลังโดนบล็อกบัญชีเฟสบุ๊ก

ผู้ประท้วงประมาณ 500 คนชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ของเฟสบุ๊กในจาการ์ต้า หลังจากถูกบล็อกการเข้าถึงในการทำกิจกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ผู้ประท้วงซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม Islamic Defenders Front (FPI) กล่าวว่า บัญชีเฟสบุ๊กประมาณ 70 กลุ่มของพวกเขาถูกบล็อก และว่า พวกเขาให้โอกาสเฟสบุ๊กจนถึงวันจันทร์ (15 / 01) ในการยกเลิกการบล็อก

การประท้วงเริ่มขึ้นหลังการละหมาดวันศุกร์ โดยมีผู้ประท้วงกลุ่มเล็กๆ แต่ส่งเสียงตะโกนดัง เริ่มเดินจากมัสยิดกลาง Al-Azar ไปตามถนนหลักของจาการ์ต้า ก่อนจะหยุดและมีผู้มาร่วมมากขึ้นหน้าสำนักงานใหญ่ของเฟสบุ๊ก โดยมีตำรวจและทหารคุมเชิงอยู่เพื่อให้มั่นใจว่า การประท้วงจะดำเนินไปโดยสงบ

โฆษกของเฟสบุ๊กออกแถลงการณ์ ระบุว่า อนุญาตให้สมาชิกใช้เฟสบุ๊กในการสร้างสรรค์ความคิด และเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญ แต่จะบล็อกข้อความที่ละเมิดมาตรฐานของชุมชนสื่อสังคมออนไลน์ และว่า มาตรฐานของเฟสบุ๊ก คือ การห้ามองค์กร หรือบุคคลเผยแพร่สนับสนุนความเกลียดชัง และความรุนแรงต่อผู้อื่น โดยยึดหลักการคุ้มครองเฉพาะของเฟสบุ๊ก

มีข้อพิสูจน์สำคัญที่แสดงว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เฟสบุ๊กถูกใช้เป็นเครื่องมือขององค์กรในการรณรงค์ด้านการเมือง และศาสนา

บาซูกิ เปอร์นามา อดีตผู้ว่าจาการ์ต้าซึ่งเป็นที่นิยมจากการทำงานที่เข้มงวด ถูกขับไล่และถูกพิพากษาให้ติดคุกเมื่อปีที่ผ่านมา หลังกลุ่มสายแข็งหลายหมื่นคนทำการรณรงค์ในจาการ์ต้าเมื่อปีที่ผ่านมา โดยอ้างว่า เขาดูหมิ่นโองการในอัล-กุรอาน

มีการคาดเดาว่า ในการเลือกตั้งระดับจังหวัดที่จะมีขึ้นในเดือนหน้า จะมีการนำศาสนาเข้ามามีบทบาทในการรณรงค์หาเสียงอย่างสำคัญ โดยการเลือกตั้งระดับจังหวัดจะมีผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในปี 2019

http://www.abc.net.au/news/2018-01-12/jakarta-islamist-rally-over-facebook-clamp-down/9325840

http://www.abc.net

Posted in อื่นๆ | Leave a comment