จับกระแสคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด เปิดตัวแคนดิเดต กรุงเทพฯสูสี 2 ทีม  วัดกันด้วยนโยบายเป็นหลัก เป็นอีกหนึ่งทางเลือก  เรียกร้องให้อิหม่ามในกรุงเทพฯฟรีโหวต 

ความเคลื่อนไหวเงียบๆแต่ส่งผลสะเทือนสูงที่ดำเนินอยู่ในพื้นที่ต่างๆของทุกภาคในขณะนี้คือการเตรียมการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 พร้อมกับการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดอื่นๆอีก 39 จังหวัดทั่วประเทศไทย 

กระบวนการคัดเลือกซึ่งหลายคนเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งกำหนดหลักการและวิธีการไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลามพ.ศ. 2540 และกฎกระทรวงพ.ศ. 2542 


โดยในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลามหมวด 4 ว่าด้วยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมาตรา 23 บัญญัติว่าจังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและ มีมัสยิดตามมาตรา 13 ไม่น้อยกว่าสามมัสยิดให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดคณะหนึ่งประกอบด้วยกรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกิน 30 คน 

การคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการให้อิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเป็นผู้คัดเลือกทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฏกระทรวง 

ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการด้วยกันเป็นประธานกรรมการรองประธานกรรมการ เลขานุการและตำแหน่งอื่นตามความจำเป็น 


ให้กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานกรรมการรองประธานกรรมการเลขานุการและกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในราชกิจจานุเบกษา 

เปิดกฎกระทรวงกำหนดวิธีคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 


สำหรับวิธีการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกำหนดไว้ในกฎกระทรวงพ.ศ. 2542 ข้อ9ระบุว่าเมื่อคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดใดมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดหรือตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดว่างลงให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ มีการประชุมอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเพื่อคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 

ในการประชุมคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำจังหวัดตามวรรค 1 ต้องมีอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดมาประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนอิหม่ามประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นซจึงจะเป็นองค์ประชุมและให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นประธานในที่ประชุม 


ให้อิมามประจำมัสยิดที่มาประชุมคนหนึ่งมีสิทธิ์เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้ไม่เกินจำนวนของกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนั้นหรือไม่เกินจำนวนต่ำแหน่งที่ว่างลงแล้วแต่กรณี 

ข้อ 10 ในกรณีที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อมีจำนวนเท่ากับจำนวนกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่จะทำการคัดเลือกในคราวนั้น ให้ถือว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อเหล่านั้นได้รับการคัดเลือกเป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 

ข้อ 11 ในกรณีที่ผู้ได้รับการเสนอชื่อมีจำนวนมากกว่ากรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่จะทำการคัดเลือกในคราวนั้นให้อิมามประจำมัสยิดที่มาประชุมออกเสียงลงคะแนน 

ให้ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเรียงลำดับลงมาจนเท่ากับจำนวนกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่จะทำการคัดเลือกเป็นผู้ได้รับการคัดเลือก เป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 

ถ้ามีผู้ได้รับการคัดเลือกได้คะแนนเท่ากันจนเป็นเหตุให้ไม่สามารถเรียงลำดับตามวรรคสองได้ให้ประธานในที่ประชุมจับฉลากให้ได้ผู้ได้รับการคัดเลือกครบจำนวนกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่จะทำการคัดเลือกในคราวนั้น 

เมื่อได้ครบจำนวนแล้วให้ผู้ว่าราชการ จังหวัดแจ้งรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกและเป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดไปยังกระทรวงมหาดไทย 

อย่างไรก็ดีมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ได้กำหนดคุณสมบัติของกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและ ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ 


(1) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 17 ( มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีบริบูรณ์ / เป็นมุสลิมผู้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด / เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในศาสนาอิสลามเป็นอย่างดี / เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามโดยเคร่งครัด / เป็นผู้มีความสัมพันธ์อันดีกับทุกศาสนา / เป็นผู้มีความเลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข / ไม่เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้นล้มละลาย / ไม่เป็นผู้เคยถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดละหุโทษ / ไม่เป็นผู้ทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ / ไร้ความสามารถหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ/หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฏกระทรวงแต่ไม่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ) 

(2) เป็นสัปปุบุรุษประจำมัสยิดในจังหวัดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันคัดเลือก 

(3)มีภูมิลำเนาเอยู่ในจังหวัดนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีก่อนวันคัดเลือก 



อำนาจหน้าที่กรรมการอิสลามประจำจังหวัด 

สำหรับวาระการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดบัญญัติไว้ในมาตรา 25 – 27 พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลามสรุปว่ากรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปีเมื่อตำแหน่งกรรมการอิสลามประจำจังหวัดว่างลงก่อนสิ้นวาระ ให้มีการคัดเลือกกรรมการแทนภายใน 90 วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่าง เว้นแต่ตำแหน่งกรรมการว่างลงก่อนถึงกำหนดตามวาระไม่เกิน 180 วันและยังมีกรรมการเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกจะไม่ให้มีการคัดเลือกกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ กรรมการที่ได้รับ การคัดเลือกแทนอยู่ในตำแหน่ง เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน 



คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 

1.ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลามต่อผู้ว่าราชการจังหวัด 

2.กำกับดูแลและตรวจตราการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในจังหวัดและจังหวัดอื่นๆตามที่คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมอบหมาย 

3.ประนีประนอมหรือชี้ขาด คำร้องทุกข์ของสัปปุรุษประจำมัสยิดซึ่งเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด 

4.กำกับดูแลการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำมัสยิดให้เป็นไปโดยเรียบร้อย 

5.พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด  

6.สอบสวนพิจารณาให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิดพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 40 (4) 

7.สั่งให้กรรมการอิสลามประจำมัสยิดพักหน้าที่ระหว่างถูกสอบสวน 


8. พิจารณาเกี่ยวกับการจัดตั้ง การย้าย การรวมและการเลิกมัสยิด 

9.แต่งตั้งผู้รักษาการแทนในตำแหน่งอิหม่าม คอเต็บและบิลาลเมื่อตำแหน่งดังกล่าวว่างลง 

10.ออกหนังสือรับรองการสมรสและการหย่าตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม 

11.ประนีประนอมข้อพิพาทเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว และมรดกตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลามเมื่อได้รับการร้องขอ 

12.จัดทำทะเบียนทรัพย์สิน เอกสารและบัญชีรายรับ รายจ่าย ของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดให้ถูกต้องครบถ้วนเป็นปัจจุบันและรายงานผลการดำเนินงานฐานะการเงินและทรัพย์สินให้คณะกรรมการกลางอิสลาม แห่งประเทศไทยทราบปีละหนึ่งครั้งภายในเดือนมีนาคมของทุกปี 

13.ออกประกาศและให้คำรับรองเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลามในจังหวัด 



เปิดตัวแคนดิเดตคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร สองทีมสูสี  
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และใน12จังหวัดภาคใต้ตอนบน  ภาคกลาง การต่อสู้เข้มข้น 

เริ่มเปิดตัวมาบ้างแล้วในกรุงเทพมหานครมีทีมเก่าอย่างอาจารย์สมัย เจริญช่าง จะรักษาฐานเดิมได้มากน้อยแค่ไหนและทีมใหม่ ประกาศ การ..เปลี่ยน…ที่มีอิหม่ามมานิต ทองแสงแยกตัวออกมาโดยที่มีขุนพลฮาลาลคู่ใจที่ยืนยันตอนแรกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป แต่หลังมีใบปลิวโจมตี ดร.วินัย ดะห์ลันส่งถึงอิหม่าม กทม.ทุกมัสยิด จึงหันกลับมาฮึดสู้เพื่อรักษาศักดิ์ศรีวงค์ตระกูลและเป็นทางเลือกใหม่ ทำให้ทีมอิหม่ามมานิตหึกเหิมมีกำลังใจขึ้นเป็นกอง 184 มัสยิด จำนวนอิหม่าม 177 คนจะเลือกคละหรือเลือกเป็นทีม

คงจะวัดกันด้วยวิสัยทัศน์ การนำเสนอนโยบาย การบริหารองค์กรและตัวบุคคลเป็นหลัก ความเป็นญามาอะห์ อิหม่ามกรุงเทพทั้ง 177 คนซึ่งเป็นบุคลากรของสังคม เป็นบุคคลที่มีเกียรติ มีความรู้ ต้องเปิดใจ ด้วยวิจารณญาน ด้วยองค์ความรู้ พิจารณาด้วยความรอบคอบและการครอบงำด้วยประการทั้งปวง เห็นกับประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องโดยยึดแบบฉบับของท่านศาสดานบีมูฮำหมัด (ซ.ล.)เป็นแบบฉบับในการพิจารณาตัดสินการคัดเลือก และขอทั้งสองทีมนำเสนอและวัดกันด้วยนโยบายเป็นหลักแล้วให้อิหม่ามในกรุงเทพฯฟรีโหวต เราคงจะรอดูรูปธรรมในการนำเสนอนโยบายของทั้งสองทีมต่อไป  



แน่นอน ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องยอมรับว่ากระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง  
 

ที่จังหวัดยะลาสถานการณ์การแข่งขันเบาหน่อยทีมเดิมไม่ติดยึดในตำแหน่งประธาน บริหารแบบยามาอะห์ ทีมบาบอแอ นายสะมาแอ ฮารี ยังเหนียวแน่นทีมเดิม 30 เสียงยังแน่นเสริมแทนคนที่เสียชีวิตมาบ้าง ค่อนข้างนอนมาคู่แข่งยังไม่เปิดตัวมากนักอาจมีอิสระมาสมัครบ้าง  



ทีจังหวัดปัตตานี
ทีมเก่าคือนายแวดือราแม มะมิงจิที่เคยได้คะแนนอย่างถล่มทลาย519เสียงจากจำนวน 656 มัสยิดยกทีมกรรมการ 30 คน อาจถูกแย่งชิงเกินครึ่งหรือไม่จากทีมดูแลเรื่องฮาลาลของจังหวัดปัตตานีคือนายอัสมี โต๊ะมีนา จะแบ่งคะแนนได้หรือไม่หรืออาจถูกแบ่งครึ่งหรือสูสีอยู่ที่ฝีมือ  

ที่จังหวัดนราธิวาสมีหลายทีม ตอนนี้มี 3 กลุ่มทีมปัจจุบันคือบาบออิงหรือนายซาฟีอี เจ๊ะเลาะห์ยังจะรักษาฐานเดิมได้หรือไม่น่าจับตา นายอับดุลเราะห์มาน อับดุลสมัดหรือบาบอแมจะสอดแทรกมาได้บางส่วนหรือไม่ ก็มาแรงไม่เบา และอีกกลุ่มก็เป็นคนกลุ่มใหม่ประกาศตัวในนามกลุ่มกองทุน M-1 ที่มีการประกาศว่ามีอิหม่ามมัสยิดในจังหวัดนราธิวาสที่อยู่ในสังกัดเกือบ 200 คนอาจจะเป็นตัวพลิกเกมส์หรือไม่อย่างไร…คงต้องติดตาม อย่ากระพริบตา  


ในจังหวัดภาคใต้ตอนบนที่น่าจับตามองคือที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทีมคนหนุ่มจากมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัรและกรรมการกลางคนเดิม ขอเข้ามาแบบยกทีมแทนประธานจังหวัดคนปัจจุบันนายรอมฎัน หาสาเมาะได้หรือไม่อยู่ที่ฝีมือของนายเขตรัฐ บินล่าเต๊ะก็น่าจับตา 

ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชมีการแข่งขันที่สูสีคู่คี่ทีมของนายกริยา กิจจารักษ์จะรักษาฐานเดิมได้หรือไม่อยู่ที่อิหม่ามในจังหวัดนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่จะยอมตามคำขอ เข้ามาอีกสมัยหรือไม่ 

และจังหวัดภูเก็ตก็น่าจะได้ทีมเดิมทีรวมกันอย่างเหนียวแน่นโดยไม่มีชื่อ ดต.ดร.โกมล ดุมลักษณ์ซึ่งชิงลาออกจากกรรมการกลางฯไปก่อนหน้า 

ที่เข้มข้นอีกจังหวัดก็น่าจะเป็นที่ปทุมธานีที่อาจารย์เสรี ล้ำประเสริฐเป็นหัวเรือใหญ่น่าจะผ่านทีมของบาบอเลาะห์ไปได้ด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่าอย่างฉิวเฉียดที่ทีมบาบอเลาะห์ตั้งใจแตะสกัดโดยการร้องเรียนหน่วยราชการเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ…จะสามารถสกัดความแรงของทีมอาจารย์เสรีได้หรือไม่วันที่ 24 พฦศจิกายน 2560 คือวันตัดสิน 

จังหวัดอื่นๆในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสานอาจไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากนักเพราะสายปาทานยังรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นชิงคะแนนเสียงเป็นส่วนใหญ่ใว้ได้ 

ที่จะมีเปลี่ยนแปลงก็จะมีทีเมืองกรุงเก่าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทีมผู้ใหญ่ฟา นายประดิษฐ์ นิมา ที่ขยันเดินสายเปิดงานทั่วจังหวัดอาจคัมแบคกลับเข้ามาอีกครั้งโดยอาจมีทีมเดิมติดมาเกินครึ่ง เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เช่นกัน 



ต้องยอมรับว่ากระบวนการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างมากนักโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครก็เช่นกัน

สาเหตุประการหนึ่งอาจเป็นเพราะกฎหมายไม่ได้เปิดให้ประชาชนมีสิทธิ์ร่วมคัดเลือกเป็นการทั่วไป ฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรภาคประชาสังคมและสื่อต่างๆจะได้ออกมาจัดเวที เสวนาในหัวข้อต่างๆเช่น”บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดต่อการพัฒนาสังคม“เปิดเวทีให้นักวิชาการ ผู้แทนองค์กรหรือผู้ที่เสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัดโดยเฉพาะกรุงเทพมหานครให้ได้แถลงนโยบายและวิสัยทัศน์ตลอดจนรณรงค์ให้กระบวนการคัดเลือกเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม 


เพราะคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเป็นผู้นำองค์กรศาสนาในพื้นที่เท่านั้นแต่ยังมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหลากหลายในท้องถิ่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเยาวชนปัญหาครอบครัวปัญหาสังคม-ชุมชน ปํญหาการศึกษาภาคฟัรดูอีนและภาคบังคับ ปัญหาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ปัญหายาเสพติด ปัญหาเกี่ยวกับเศรฐกิจและการค้าของวงการมุสลิม ปัญหาอาหารฮาลาล รวมทั้งการสานสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างๆ จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการร่วมสถาปนาสันติสุขและความเจริญมั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมมุสลิมต่อไป 

Posted in อื่นๆ | Leave a comment

จุฬาราชมนตรีและคณะเป็นผู้ แทนรัฐบาลไทยไปทำหน้าที่อมีรุ้ลฮัจย์ ณ นครมักกะฮ์ประเทศซาอุดิอาราเบีย ซึ่งในปีนี้มีชาวไทยมุสลิมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์กว่า 8,833คน 


วันอาทิตย์ที่ 20 สค 60 

เวลา10:10น.ณ ห้องวี วีไอพี สนามบินสุวรรณภูมิท่านจุฬาราชมนตรีและคณะเป็นผู้ แทนรัฐบาลไทยไปทำหน้าที่อมีรุ้ลฮัจย์ ณ นครมักกะฮ์ประเทศซาอุดิอาราเบีย ซึ่งในปีนี้มีชาวไทยมุสลิมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์กว่า 8,833คน 

 ท่านจุฬาราชมนตรีและคณะจะเดินทางโดยสายการบินกัลฟ์แอร์ GF 177 จะถึง ณ สนามบินเมืองมาดีนะห์ เวลา 18.15 ตามเวลาท้องถิ่นและจะเดินทางไปยังเมืองมักกะห์ ในวันพุธที่ 23 สิงหาคม 2560 เพื่อร่วมพิธีฮัจย์ปี ฮ.ศ. 1438 ต่อไป 


วันนี้เช่นกันฮุจยาตจากประเทศไทยที่เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยการบินไทยเที่ยวบินที่ TG 8848 จำนวนผู้โดยสาร 288 คน ถึงสนามบินเจดดาห์ เวลา 14.10 น และ TG 8850 ถึงสนามบินเจดดาห์ เวลา 18.30 น.จำนวนฮุจยาต 289 คน และจะเดินทางเข้าเมืองมักกะห์ เพื่อประกอบพิธีฮัจย์ หลังจากนั้นจะเดินทางไปเมืองมาดีนะห์ หลังพิธีฮัจย์ต่อไป


ผู้อำนวยการกองกิจการฮัจย์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ในขณะที่ประเทศไทยได้โควต้าในปีนี้สำหรับผู้เดินทางไปทำพิธีฮัจย์เพิ่มจากปีที่แล้วเป็น 13,000 คน ทว่ากลับมีคนลงทะเบียนไปทำพิธีในขณะนี้ ไม่ถึง 8,883 ราย เนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ


“จำนวนโควตาทั้งประเทศปีนี้ 13,000 คน ถือว่า ได้จำนวนโควตาเพิ่ม แต่ด้วยปัญหาเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ทำให้มีผู้ที่มายืนยันสิทธิ์ที่พร้อมจะไปแสวงบุญ แค่ 8,833 คน” นายนะรี คงบันนึก ผู้อำนวยการกองกิจการฮัจย์ ศอ.บต. กล่าว

เมื่อปีที่ผ่านมา ซาอุดิอาระเบียให้โควต้าแก่ชาวมุสลิมไทย ที่มีอยู่ประมาณสี่ล้านกว่าคน เดินทางไปทำพิธีฮัจย์ที่นครมักกะฮ์ทั้งสิ้น 10,400 คน มีผู้เดินทางจริง 9,602 คน และประเทศไทยได้เจรจาผ่านทางสถานทูตซาอุดิอาระเบียจนได้โควต้าเพิ่มเติม

นางสาปีนะ ตาเละ ชาวจังหวัดปัตตานี เป็นชาวมุสลิมคนหนึ่งที่ตั้งใจจะไปประกอบพิธีฮัจย์สักครั้งหนึ่งในชีวิต พร้อมด้วยสามี แต่ในปีนี้ต้องยกเลิกการเดินทาง ทั้งๆ ที่ได้จ่ายค่ามัดจำการเดินทางกับเอเย่นต์ไว้ก่อนแล้วจำนวน 100,000 บาท ซึ่งต้องมีเงินเพิ่มเติมอีก 300,000 บาท ในขณะที่ผลผลิตยางมีราคาต่ำและได้รับผลกระทบจากฝนชุก

“ค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหาร ระหว่างอยู่ในพิธี 2 คนก็ 400,000 บาท จ่ายไปแล้ว 100,000 บาท ขาดอีกสามแสน และเราก็ต้องมีเงินติดตัวเราด้วย อย่างน้อยอีกห้าหมื่น เผื่อว่าเจอปัญหาซื้อของฝากกลับมาให้ลูกหลาน รวมๆ แล้วอย่างต่ำต้องเก็บเงินให้ได้อีกสามแสนห้าหมื่นบาท แค่จะกินไปวันๆ ก็แย่แล้ว คงยากที่จะเก็บเงินจำนวนนั้นเพื่อไปทำฮัจย์ นอกจากขายต้นยางถึงจะได้ กลับมาเราจะทำอะไรกินอีก” นางสาปีนะ กล่าว

ถึงแม้การทำฮัจย์ ไม่ได้เป็นการบังคับสำหรับคนที่ไม่มีเงิน แต่ในชีวิตของชาวมุสลิม เป็นสิ่งที่ควรทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต แม้ว่าจะต้องเก็บเงินจำนวนมาก และใช้เวลานานก็ตาม

ประเทศไทยได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการฮัจย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2559 และเปลี่ยนสำนักเลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย จากกรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เป็นกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดังนั้น การดำเนินงานกิจการฮัจย์ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการปกครอง ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการในด้านต่างๆ ผ่านเครือข่าย เข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น


เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมานี้ ได้มีพิธีส่งมอบภารกิจของกองส่งเสริมกิจการฮัจย์ และกองทุนสำหรับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ อย่างเป็นทางการ โดยนายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมศาสนา เป็นประธานการส่งมอบภารกิจฮัจย์ ให้แก่ ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง โดยมีนายอรุณ บุญชม อะมีรุ้ลฮัจย์ ประจำปี 2559 ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ผู้นำทางศาสนา ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะผู้บริหารจากกรมการศาสนาและกรมการปกครอง ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และสื่อมวลชน ร่วมเป็นสักขีพยาน

ในส่วนการเตรียมความพร้อมให้ผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ในปีนี้นั้น คณะกรรมการอิสลาม จังหวัดนราธิวาส นายศุภนัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต. ได้เปิดการอบรมผู้ไปประกอบ พิธีฮัจย์ ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยมีผู้ที่จะเดินทางประกอบพิธีฮัจย์ รวม 700 คน เข้าร่วม เพื่อรับการอบรมความรู้เรื่องฮัจย์ ความช่วยเหลือ การดูแลความคุ้มครองผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ และได้รับบริการอย่างเป็นธรรมตามกรอบศาสนาอิสลาม และตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องฮัจย์ประจำจังหวัด ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัดนราธิวาส

ด้านนายศุภนัฐ กล่าวว่า ศอ.บต. ได้ประสานการบินไทย ให้ความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญบินตรงจากสนามบินนราธิวาส ไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย ส่วนผู้แสวงบุญ ประเทศไทยในปีนี้ ทั้งหมดกว่า 8,000 คน และในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีผู้ลงทะเบียนเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ รวมทั้งสิ้น 8,883 คน ทั้งหมดจะเดินทางโดยสายการบินจาก นราธิวาส หาดใหญ่ และกรุงเทพฯรวม 38 เที่ยวบินเหมาลำ

“ผมเดินทางไปแสวงบุญแล้วหลายครั้ง และปีนี้จะไปอีกครั้ง ส่วนผู้รับอบรมมีทั้งรายใหม่กว่า 80 เปอร์เซ็น ที่จะเดินทางไปแสวงบุญครั้งแรก การรับการอบรมจะมีค่าอย่างยิ่งต่อการปฎิบัติศาสนากิจ ที่จะนำไปไปปฎิบัติให้เกิดประโยชน์กับผู้แสวงบุญ เกิดความปลอดภัย และได้ทำกิจศาสนาอย่างเต็มรูปแบบ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งจะเดินทางราวปลายเดือนกรกฏาคม 2560 ที่จะถึงนี้” นายอดิมาน สติยมานะ ชาวสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ผู้ที่เดินทางแสวงบุญ ณ นครมักกะฮ์ กล่าว


CR ทีมข่าวเบนาร์นิวส์,นายปรีดา เชื้อผู้ดี ,นายวุฒิวัย หวังบู่ http://oknation.nationtv.tv/blog/Newspaper/2017/08/20/entry-1

Posted in อื่นๆ | Leave a comment

งาน”Thailand Halal Assembly 2017″ขึ้นชั้นระดับนานาชาติ ธุรกิจฮาลาลกำลังเฟื่องฟู เกาหลีเอาจริงจัดงานใหญ่ “สัปดาห์ธรรมชาติ”รวมกว่า 541 บูธพ่วงงาน ฮาลาลเอ็กซ์โป กว่า 156 บูธ


งานแสดงสินค้า Thailand Halal Assembly 2017″ขึ้นชั้นระดับโลก ธุรกิจฮาลาลกำลังเฟื่องฟูไปทั่วโลก เกาหลีเอาจริงจัดงานใหญ่”สัปดาห์ธรรมชาติ”รวมกว่า 541 บูธพ่วงงาน ฮาลาลเอ็กซ์โป กว่า 156 บูธ

เมื่อวันที่ 17 – 19 สิงหาคม 2517 ที่ผ่านมา โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ร่วมกับสถาบันวิจัยด้านอาหารของเกาหลีใต้ KFRI (Korea Food Research institute)และสถาบัน KIHI (Korea Institute of Halal Industry) ได้ร่วมกันจัดงานแสดงสินค้าฮาลาลของเกาหลีใต้ประจำปี 2017 ขึ้น ณ อาคาร แสดงสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี COEX Hall C กรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ในงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการจากงานสัปดาห์แห่งธรรมชาติที่มีบูธรวมกว่า 541 บูธ ผนวกเข้ากับโซนงาน Korea Halal Expo โดยมีบูทร้านค้าฮาลาลและหน่วยงานฮาลาลจากทั่วโลกกว่า 156 บูธ

งานดังกล่าวมีการจัดประชุมสัมมนาฮาลาลนานาชาติปี 2017 ขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคม 2017 ในหลายหัวข้ออาทิเช่นการรับรองฮาลาลในประเทศญี่ปุ่นโดยสมาพันธ์องค์กรฮาลาลนานาชาติในประเทศญี่ปุ่นโดยมีนายมูฮัมหมัด ซูเบรผู้อำนวยการอาวุโสเป็นผู้รายงาน การบรรยาย กรณีศึกษาของรัฐบาลไทยใน”ความเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมุสลิม” โดย ร.ศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย การแนะนำฮาลาลในประเทศญี่ปุ่นโดยสื่อฮาลาลจากประเทศญี่ปุ่น (Halal Media Japan) การรับรองฮาลาลของ The Islamic Food and Nutrition Council of America’s (IFANCA) ประเทศสหรัฐอเมริกา การรับรองฮาลาลของ Jakimในประเทศมาเลเซียและการรับรองฮาลาลของ MUI ประเทศอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ยังมีการจัดเวทีอภิปรายเกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการฮาลาลของประเทศเกาหลีและจากนานาชาติอีกหลายประเทศ

ในวันที่ 18 สิงหาคม 2517 ได้มีการจัดเสวนานานาชาติในหัวข้อเครื่องสำอางฮาลาลโดยเชิญนักวิชาการจากทั่วโลกมาแสดงทัศนะรวมทั้งการจัดอภิปรายในหัวข้อการรับรองฮาลาลกับการตลาดฮาลาลเพื่อการส่งออกของสมาคมส่งเสริมสินค้าฮาลาล ของประเทศเกาหลีอีกด้วย และในงานดังกล่าวยังได้มีการเซ็น MOU ระหว่างองค์กรผู้จัดงานและองค์กร ฮาลาลนานาชาติที่ได้รับเชิญมาร่วมงานอีกด้วย


อนึ่ง องค์กรรับรองฮาลาลของอินโดนีเซียหรือ MUI ได้แต่งตั้งตัวแทนประจำประเทศเกาหลีให้ดูแลและทำการรับรองฮาลาลของอินโดนีเซียในเกาหลีและอีกในหลายประเทศทั่วโลก. นับเป็นการสร้างกระแสเชิงรุกในด้านการตลาดการรับรองฮาลในทั่วโลกแต่ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศมาเลเชียไม่มีนโยบายการออกไปรับรองฮาลาลในต่างประเทศ จะมีแต่เฉพาะการออกไปตรวจรับรองฮาลาลของสินค้าที่จะนำเข้ามาในประเทศไทยเท่านั้นไม่มีการออกไปรับรองฮาลาลในต่างประเทศแต่อย่างใด 

งานแสดงสินค้าและการจัดสัมมนานาชาติที่สำคัญระดับโลกในก่อนสิ้นปีนี้คืองานแสดงสินค้า Thailand Halal Assembly 2017″จะจัดในวันที่ 9-12 พฤศจิกายน 2017 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพมหานครและงาน Moscow Halal Expo Russia”ที่ประเทศรัสเซียซึ่งจะจัดในวันที่ 16-18 พฤศจิกายน 2017 และงานHalal Expo Japan Tokyo ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 21-23 พฤศจิกายน 2017 ณ มหานครโตเกียวประเทศญี่ปุ่น


สำหรับงานThailand Halal Assembly 2017″. ฃองไทย ที่จะจัดโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทยซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 9-12 พฤศจิกายน 2017 ณ ไบเทค บางนา นั้นได้รับการโปรโมธและกล่าวขานจากชาวเกาหลีและจากแขกต่างประเทศที่มาร่วมในงานที่เกาหลีดังกล่าวเป็นอย่างมาก

Posted in อื่นๆ | Leave a comment

รัฐบาลดึงดร.วินัย ดะห์ลันร่วมปฏิรูปด้านสังคม เผยเป็นหนึ่งเดียวจากมุสลิมใน 11 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ  “หมอพรทิพย์-ทนายสงกานต์” ปฏิรูปยุติธรรม “ดร.เสรี” ปฏิรูปสื่อ รวมพลคนดังเพียบรวมเกือบ 150 คน


        รัฐบาลตั้ง 11 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ดึง“ดร.วินัย ดะห์ลันร่วมปฏิรูปด้านสังคม หมอพรทิพย์-ทนายสงกานต์” ร่วมชุดปฏิรูปยุติธรรม ด้านสื่อมวลชนดึง “ปลัดจิรชัย” ประธาน “พ่วงคนวิชาชีพสื่อ “ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์-เสรี วงษ์มณฑา-สุทธิชัย หยุ่น” นั่งกรรมการ ด้านสาธารณสุข ตั้ง “หมอเสรี ตู้จินดา” เป็นประธาน กลุ่มพลังงาน คนหน้าเดิม “พรชัย-มนูญ-ปิยสวัสดิ์” กลุ่มป้องกันทุจริต ดึงอดีต ป.ป.ช. “กล้าณรงค์-วิชา” ร่วม ส่วนคณะอื่นคนดังเพียบ


        เมื่อวันที่ 15 ส.ค.60 เวลา 14.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมเห็นชอบคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ตามประกาศพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 จำนวน 11 คณะ คณะละ 13-14 คน โดยประมาณ รวมทั้งสิ้นราว 150 คน โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี และมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญ 6 ประการ สรุปพอสังเขปได้ดังนี้


1. กำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำร่างแผนการปฏิรูปประเทศ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 2. พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างแผนการปฏิรูปประเทศ 3. กำหนดวิธีการการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ 4. เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอแนะต่อรัฐสภาคณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ 5. กำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องใช้ในการประเมินผล และ 6. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย  อื่นหรือตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมอบหมาย

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการทีได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี มีรายชื่อดังนี้


       1. ด้านการเมือง นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นประธาน นายธีระภัทร์ เสรีรังสรรค์ นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ พล.อ.ฐิติวัจน์ กำลังเอก พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย นางนรรัตน์ พิมเสน นายวันชัย สอนศิริ นางฐะปาณีย์ อาจารวงศ์ นายรวี ประจวบเหมาะ

        

 2. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน นายกฤษฎา บุญราช เป็นประธาน คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายบัณฑูร ล่ำซำ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ นางเบญจวรรณ สร่างนิทร พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ นายถวิล เปลี่ยนศรี นายกานต์ ตระกูลฮุน นายอาศิส อัญญะโพธิ์ นายประหยัด พวงจำปา นายสุรพงษ์ มาลี


          3. ด้านกฎหมาย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ นายคำนูณ สิทธิสมาน นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ นางสุดา วิศรุตพิชญ์ นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ นายประภาศ คงเอียด พล.อ.จิระ โกมุทพงศ์ นายพีรพิชญ์ วงศ์วัฒนศานต์

       

       4. ด้านกระบวนการยุติธรรม นายอัชพร จารุจินดา ประธาน พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ นายสราวุธ เบญจกุล นายวันชัย รุจนวงศ์ ว่าที่ร้อยตรี ถวัลย์ รุยาพร นายสงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน นายตระกูล วินิจนัยภาค พล.ท.กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์

       

       5. ด้านเศรษฐกิจ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธาน นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล นายอิสระ ว่องกุศลกิจ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล นายสว่างธรรม เลาหทัย นายชาติศิริ โสภณพนิช นายสมชาย หาญหิรัญ นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล

       

       6. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายรอยล จิตรดอน ประธาน นายบัณฑูร เศรษฐศิโรฒน์ นายขวัญชัย ดวงสถาพร นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายสัญชัย เกตุวรชัย นายภาวิญญ์ เถลิงศรี นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ นางสาวลดาวัลย์ คำภา

       

       7. ด้านสาธารณสุข นพ.เสรี ตู้จินดา ประธาน นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ นพ.ปิยะ หาญวรวงศ์ชัย นายสมชัย จิตสุชน นายพาณิชย์ เจริญเผ่า นพ.พลเดช ปิ่นประทีป นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล นพ.โสภณ เมฆธน นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล

 

       8. ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ นายจิระชัย มูลทองโร่ย ประธาน พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร นายธงชัย ณ นคร นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ร.อ.ประยุทธ เสาวคนธ์ นายเสรี วงษ์มณฑา นางกนกทิพย์ รชตะนันทน์ นายสุทธิชัย หยุ่น นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ นางปาริชาตสถาปิตานนท์

       

       9. ด้านสังคม นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ประธาน นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ นายต่อพงศ์ เสลานนท์ นายวิเชียร ชวลิต นายวินัย ดะห์ลัน นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ นายสมเดช นิลพันธุ์ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ พล.อ.รณชัย มัญชุสุนทรกุล นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นายไมตรี อินทุสุต นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ

       

       10. ด้านพลังงาน นายพรชัย รุจิประภา ประธาน นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ นายมนูญ ศิริวรรณ นายดุสิต เครืองาม นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ นายดนุชา พิชยนันท์ นายกวิน ทังสุพานิช

       

       11. ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน นายกล้านรงค์ จันทร์ทิก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป นายเจษฎ์ โทณวณิก นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต นายมานะ นิมิตรมงคล นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย อัศรัสกร พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ นายอนุสิษฐ คุณากร นายอุทิศ ขาวเธียร นายประยงค์ ปรียาจิตต์ 


พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่าคณะกรรมการปฏิรูป 11 ด้านจะมีอายุคราวละ 5 ปี โดยที่ประชุมครม.วันเดียวกันนี้แต่งตั้งทั้งสิ้น 120 คน เหลืออีก 45 คนจะได้พิจารณาแต่งตั้งเพิ่มต่อไป ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เคยสั่งการให้มีข้าราชการประจำน้อยที่สุด ทั้งนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.นี้เป็นต้นไป
“คณะกรรมการทั้ง 11 คณะ จะมีการประชุมเพื่อยกร่างแผนการปฏิรูปในด้านต่างๆ จากนั้นจะนำแผนของแต่ละคณะมารวมกันเพื่อกำหนดเป็นแผนปฏิรูประดับชาติ โดยคาดว่าแผนการปฏิรูประดับชาตินั้นจะใช้เวลา 8 เดือน ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2561 ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.ปฏิรูป นั้นได้กำหนดวิธีการทำงาน เช่น 1. มีหัวข้อในการปฏิรูปตามที่รัฐธรรมนูญและครม.กำหนด 2.ระบุกลไก วิธีการ ขั้นตอน และผลลัพธ์ของการปฏิรูปในแต่ละด้าน พร้อมมีตัวชี้วัดด้วย 3.ผลสัมฤทธิ์ในช่วงระยะเวลา เช่น 5 ปี 4.กฎหมายที่ต้องออกเพื่อให้กลไกการปฏิรูปเดินหน้าไปได้มีหน่วยงานใดบ้างที่จะต้องปฏิบัติ ใช้งบประมาณจำนวนเท่าใด” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว


พล.ท. สรรเสริญ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จะเห็นว่าแต่ละคณะมีรายละเอียดในการปฏิบัติที่ชัดเจนทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ขั้นตอน กลไก ผลลัพธ์ ฯลฯ และหลังจากนั้นทั้ง 11คณะจะต้องติดตามการทำงานของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐสภา ศาล กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ และหน่วยงานอื่นๆ จะต้องถูกติดตามโดยคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้าน จากนั้นจะต้องทำรายงานเสนอครม.และรัฐสภาให้รับทราบถึงผลการดำเนินงานจึงจะเห็นว่าทั้ง 11 คณะนั้นคุ้มค่ากับการแต่งตั้ง
“คำถามยอดฮิตคือถ้าหน่วยงานใดไม่ทำตามคณะกรรมการปฏิรูป จะทำอย่างไร เรื่องนี้ ได้ให้มีการเจรจาพูดคุยเพื่อขอทราบเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ทำ ถ้าสามารถรับฟังได้ก็ค่อยว่ากัน แต่ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ให้รายงานนายกฯ หรือรายงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่จะแต่งตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ดำเนินการกับหน่วยงานเหล่านี้ได้” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
สำหรับ ค่าตอบแทนของคณะกรรมการปฏิรูป ไม่มีเงินเดือน จะมีเพียงเบี้ยประชุม รายครั้ง ครั้งละ 6,000บาท คาดว่าจะประชุมสัปดาห์ละไม่เกิน 2 ครั้ง ดังนั้น หนึ่งเดือนจะได้รับเบี้ยประชุมประมาณ48,000บาท


ดร.วินัย ดะห์ลัน เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงมหาวิทยาลัย เป็นรองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศ เคยดำรงตำแหน่งคณบดีสหสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเวลา 8 ปี ได้รับเครื่องราชระดับสูงและเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา สาขาวิทยาศาสตร์ ได้รับรางวัลผู้บริหารดีเด่น เป็นประธานคณะกรรมการจัดงานเมาลิดกลางฯ 3 ปีติดต่อกัน เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และล่าสุด เป็นมุสลิมเพียงคนเดียวที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม มีอายุการทำงาน 5 ปี และยังเป็นกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในห้าร้อยมุสลิมที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดปรากฏในหนังสือ The Muslim 500: The World’s Most Influential Muslims ประจำปี 2010, 2011, 2012, 2013, 2014, 2015, 2016,2517 จัดทำโดย The Royal Islamic Strategic Studies Centre ประเทศจอร์แดน

อนึ่งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งก่อตั้งตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 โดยมีอายุครบรอบ 14 ปีเมื่อวันที่14 สิงหาคมที่ผ่านมา

   

Posted in อื่นๆ | Leave a comment